[รีวิวซีรีส์] LOST เมื่อเราทุกคนล้วนเป็นมนุษย์ที่ขาดคุณสมบัติ


 LOST ซีรีส์ที่เล่าถึงความล้มเหลวของเหล่ามนุษย์บนโลกความจริงที่แสนโหดร้าย การค่อยๆ สูญเสียทีละสิ่งไป ทำให้เรามืดแปดด้านจนไม่สามารถจะมองหาความสุขในชีวิตได้ ในวันที่เราต้องเอาชนะความเจ็บปวดอย่างโดดเดี่ยวและไร้ที่พึ่งพา เราควรจะทำอย่างไรต่อไป?


*คำเตือน เนื่องจากซีรีส์มีเนื้อหาที่ดาร์คและเกี่ยวกับความตายจึงไม่เหมาะกับผู้ที่มีจิตใจละเอียดอ่อน หากสนใจที่จะรับชม กรุณาละทิ้งทุกความรู้สึกไปก่อนนะคะ

*อาจจะมีเนื้อหาสปอยล์นะคะ*

ซีรีส์เรื่องนี้เรียกได้ว่าทั้งดิ่งและฮีลใจเราได้ในเรื่องเดียวเลยค่ะ ที่พิเศษมากๆ คือเป็นการกลับมารับซีรีส์ในรอบ 5 ปีของนักแสดงมากความสามารถอย่างจอนโดยอน และเป็นครั้งแรกของการโคจรมาเจอกันกับนักแสดงสุดหล่ออย่างรยูจุนยอล ที่จะมาเป็นเพื่อนต่างวัยที่คอยเป็นที่ปรึกษาให้กันและกันด้วยค่ะ

ตัวอย่างซีรีส์


เริ่มแรกมาก็ต้องบอกเลยว่าดิ่งไม่ไหวแล้วค่ะ ㅠㅠ อีบูจอง (จอนโดยอน) นักเขียนเงาวัย 40 ปีที่ต้องทนกับการถูกกดขี่และทำร้ายทางจิตใจจากสังคมที่ทำงาน เธอคิดว่าในชีวิตนี้ไม่เคยประสบความสำเร็จอะไรสักอย่างเลย เมื่อถึงจุดหนึ่งเกิดทนไม่ไหวขึ้นมา ทำให้เธอและ จองอารัน (พัคจียอง) มีปากเสียงกันรุนแรงจนบูจองต้องกลายเป็นคนตกงานโดยอัตโนมัติ บูจองคิดว่าชีวิตตัวเองล้มเหลวจนไม่เหลืออะไรแล้ว ด้วยอุปนิสัยเงียบๆ ไม่ค่อยพูด จึงทำให้เธอมักจะชอบเก็บทุกอย่างไว้ในใจ ไม่เอ่ยปากบอกแม้แต่พ่อหรือสามีของตัวเอง


จนกระทั่งได้มาเจอกับ อีคังแจ (รยูจุนยอล) ชายหนุ่มแปลกหน้าวัย 27 ปีที่เพิ่งเจอกันครั้งแรกบนรสบัส เขาเป็นคนเดียวที่เห็นบูจองกำลังร้องไห้และเลือกที่จะยื่นผ้าเช็ดหน้าให้เธอซับน้ำตา และผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นเองก็กลายมาเป็นจุดเชื่อมความสัมพันธ์ของคังแจและบูจอง ไม่ว่าจะทำอะไรหรือที่ไหนก็มักจะเจอกันอยู่เสมอ แต่ถึงอย่างนั้นบูจองเองก็คิดว่ามันเป็นเพียงแค่เรื่องบังเอิญเท่านั้น จนกระทั่งอีกครั้งที่บูจองคิดว่าเธอไม่ควรจะใช้ชีวิตต่อบนโลกใบนี้ ก็มีคังแจชายหนุ่มคนเดิมที่คอยรั้งเธอไว้ให้มีชีวิตอยู่ต่อไป อาจจะเพราะว่าคังแจเองก็เพิ่งพบกับการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่มาเช่นกัน จึงทำให้เขาพอจะเข้าใจสถานการณ์ที่บูจองกำลังพบเจอ แล้วเขาก็คิดว่าการตายอาจจะไม่ใช่การจบปัญหาที่ดีเท่าไหร่


“ถ้าครั้งหน้าเราบังเอิญเจอกันอีก คุณจะตายไปด้วยกันกับผมไหม?”

คังแจกลับเป็นผู้ตั้งคำถามกับหญิงสาวที่เขาเพิ่งบังเอิญเจอกันได้ไม่กี่ครั้ง สำหรับคนอื่นอาจจะคิดว่ามันแปลกที่ถามอะไรออกไปแบบนี้ แต่บูจองที่กำลังโดนความล้มเหลวถาโถมเข้ามาในชีวิตกลับคิดว่ามันเป็นคำถามทางเลือกสุดท้ายของคนที่กำลังจะไม่เหลืออะไรแล้วในชีวิต ถึงคังแจจะถามแบบนั้นออกไป แต่เขาก็ได้รับคำตอบกลับมาเพียงแค่ความเงียบ แม้คังแจจะเป็นผู้ชายที่คอยพูดไปเรื่อย แต่ความรู้สึกของเขาเองก็ผ่านความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสมาเยอะเหมือนกัน ลึกๆ ตัวคังแจและบูจองเองก็ต้องการที่พึ่งพิง แต่ด้วยอุปนิสัยทั้งคู่ที่ไม่ค่อยแสดงอารมณ์ และชอบเก็บอะไรไว้ในใจเสมอ ทำให้ไม่กล้าจะหันหน้าไปพึ่งใคร เมื่อมาเจอกันก็ทำให้คนแปลกหน้าทั้งสองคนเข้าใจความเจ็บปวดของกันและกันมากกว่าจะไปพึ่งพาคนใกล้ตัว


โปรดเรียกผู้ชายคนนี้ว่า “ผู้พิทักษ์”

ชางซุก (พัคอินฮวาน) ผู้ชายที่เปรียบดั่งสมบัติล้ำค่าของบูจอง เจ้าของวลี ‘아부지’ (อาบูจี หรือ อาบอจี ที่แปลว่า คุณพ่อ) เธอพยายามซ่อนทุกความเจ็บปวดของตัวเองไว้เพื่ออยากให้พ่อของตัวเองมีความสุข ซึ่งเราคิดว่าจุดนึงเมื่อเราโตขึ้น บางอย่างเราก็อยากจะเผชิญหน้ากับมันด้วยตัวเอง ไม่อยากให้คนที่เขารักเราต้องคิดมากหรือมาเจอกับความเดือดร้อนไปด้วย บูจองก็เป็นหนึ่งในคนที่ทำแบบนั้นเช่นกัน เขาถนอมความรู้สึกของพ่อและไม่เคยคิดจะทอดทิ้งเลย เชื่อว่าอย่างน้อยในชีวิตทุกคนจะต้องมีคนที่คอยเป็นที่พึ่งพิงหรือที่พักใจให้เรา ไม่ว่าจะเพื่อนหรือครอบครัว ส่วนบูจองเองก็มีคุณพ่อเป็นที่พักใจเดียวที่ทำให้ชีวิตของบูจองกล้าที่จะก้าวต่อไปในโลกที่โหดร้ายได้ บูจองจะยังคงเป็นลูกสาวตัวน้อยๆ ของพ่อเสมอเมื่อมีใครมาทำให้เธอต้องร้องไห้ ในสายตาเราตัวละครซางชุกคือพ่อที่สมบูรณ์แบบที่สุด เขาพยายามปกป้องหัวใจดวงน้อยๆ ของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งให้พบแต่ความสุขเท่าที่พ่อคนนึงจะทำได้ เพราะแบบนี้ถึงต้องเรียกเขาว่า 'ผู้พิทักษ์' ยังไงล่ะคะ


“ผู้ที่รับรู้อยู่เสมอ”

อีกหนึ่งคู่ที่เรียกว่าเป็นสีสันน่ารักๆ ของเรื่องเลยก็ได้สำหรับ ซุนกยู (โจอึนจี) และ อูนัม (ยังดงกึน) คู่หูพาร์ทเนอร์ที่ใช้ชีวิตกินอยู่ในบ้านหลังเดียวกันแต่ไม่ได้เป็นอะไรกันไปมากกว่าเพื่อน แน่นอนว่าใครๆ ก็ต้องมีคนที่เคยแอบชอบและก็ยังคงชอบอยู่กันใช่ไหมล่ะคะ ซุนกยูก็เป็นแบบนั้นเหมือนกัน ด้วยความที่ทั้งสองคนต่างคนต่างเป็นผู้ใหญ่กันแล้ว ความสัมพันธ์ก็จะแปรเปลี่ยนไปอีกแบบหนึ่ง ถึงแม้ซุนกยูจะรักหรือชอบอูนัมมากขนาดไหนแต่ขอบเขตของเธอทำได้แค่เป็นเพื่อนที่ดีของเขา คอยหวังดีกับเขามาตลอด และไม่ใช่ว่าตัวของอูนัมจะไม่รู้ กับซุนกยูนั้นอูนัมรู้อยู่แก่ใจมาตลอด ฝ่ายที่เป็นคนแอบชอบอย่างเราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าเขาหรือไม่รู้ แต่ที่อูนัมไม่พูดหรือแสดงเพราะไม่อยากจะเสียเพื่อนที่ดีๆ ไป และตัวซุนกยูเองก็ไม่ได้อยากไปทำให้ตัวของอูนัมต้องอึดอัดเช่นกัน สิ่งที่เราชอบมากๆ ในความสัมพันธ์ของสองคนนี้คือ ซุนกยูเป็นคนที่รักตัวเองจริงๆ ไม่รู้จะด้วยสิ่งที่เคยเจอในอดีตมันหล่อหลอมให้ต้องเป็นแบบนั้นหรือเปล่าแต่มันดีมากๆ เลย แม้ซุนกยูจะชอบใครมากเท่าไหร่ แต่เธอก็ไม่ชอบที่ใครจะมาทำให้เธอสูญเสียความเป็นตัวเองเองไป นั่นเป็นสิ่งที่น่าโมโหที่สุดสำหรับคนอย่างเธอ หรือไม่ว่าทั้งสองคนจะทะเลาะกันเรื่องอะไรก็ตาม มักจะเปิดใจคุยกันแบบผู้ใหญ่และพร้อมที่จะเริ่มต้นใหม่ด้วยกันเสมอ


“สิ่งที่ใช่ ในวันที่ผิดเวลา”

เคยรู้สึกเสียดายกันมั้ยคะ ว่าทำไมสิ่งที่เราคิดว่ามันใช่ มันเหมาะสมกับเรามากๆ มันดันไม่ใช่สิ่งที่เราจะสามารถครอบครองได้ หรือมันอยู่กับเราเพียงแค่ช่วงเวลาสั้นๆ แล้วก็จากไป จะให้บอกว่าอย่างน้อยก็ยังเหลือความทรงจำดีๆ ไว้แต่พอกลับไปนึกถึงมันก็ปวดใจอยู่ดีที่ปัจจุบันเราไม่มีสิ่งนั้นในชีวิตเราแล้ว จินจองซู (พัคบยองอึน) และ คยองอึน (คิมฮโยจิน) คือหนึ่งในคู่ที่เผชิญกับความสัมพันธ์นี้ เชื่อว่าใครๆ ก็ต้องเคยมีรักแรกในใจที่ทุกวันนี้ก็ยังจดจำได้เป็นอย่างดี แล้วถ้าวันหนึ่งเราได้กลับมาเจอกับคนคนนั้น เคยคิดไหมคะว่าเราจะทำยังไง? สำหรับจองซูและคยองอึน สิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้เมื่อกลับมาเจอคนที่ใช่ในเวลาที่ไม่ใช่ คือการได้บอกทุกอย่างที่เก็บไว้ในใจมานานก่อนที่มันจะสายเกินไป การได้อยู่เคียงข้างเขาในสถานการณ์เลวร้าย คอยถามไถ่สารทุกข์สุขดิบตามประสาเพื่อนเก่า ถึงแม้ทั้งจองซูและคยองอึนจะตัดใจจากกันไม่ได้ ถึงแม้ทั้งสองคนจะกลับมาเจอกันในวันที่ต่างคนต่างไม่มีใคร แต่ทั้งคู่ก็คิดว่าความสัมพันธ์แบบเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันแบบนี้ต่อไปดีที่สุดแล้ว จะได้ไม่ต้องมีใครนึกเสียใจภายหลัง


“ถึงเวลาที่ต้องกล้าพูดออกไป”

จองซูและบูจอง ดูเผินๆ อาจจะเหมือนคู่แต่งงานทั่วไป เมื่อก่อนบูจองและจองซูก็เคยเป็นแบบนั้นเช่นกัน คนที่แต่งงานด้วยกันเพราะความรัก ความเชื่อใจ แต่หลังจากนั้นก็ต้องมาเจอเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน ทั้งคู่เกือบจะได้เป็นครอบครัวที่สมบูรณ์ เป็นพ่อและแม่เหมือนคนอื่นๆ แต่เพราะบูจองที่ต้องแบกรับความกดดันมากมายมหาศาลจากการทำงาน จึงทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไม่เหมือนเดิม แม้จะอยู่ด้วยกันแต่ก็เหมือนห่างไกลกัน ต่างคนต่างเก็บสิ่งต่างๆ ไว้ในใจ ไม่พึ่งพากันเหมือนเมื่อก่อน มันเลยทำให้เป็นปัญหาที่ค้างคาใจสำหรับคู่รัก และด้วยความที่ทั้งคู่ไม่ค่อยพูดไม่ค่อยจากัน มันเลยทำให้ช่องว่างของปัญหานั้นเริ่มใหญ่เกินไปจนไม่สามารถควบคุมได้ แต่ไม่ว่ายังไงก็ตาม เมื่อความอดทนของคนเรามันมีขีดจำกัด จุดหนึ่งที่เราคิดว่าทนไม่ไหวแล้วจริงๆ มันก็คงถึงเวลาที่จะต้องพูดออกไปไม่ใช่เพื่อความสบายใจของใครคนใดคนหนึ่ง แต่ในเมื่อเราแต่งงานกับเขาเพราะความไว้เนื้อเชื่อใจ ในตอนที่ยังเป็นสามีภรรยากันอยู่ก็หวังว่าจะพูดคุยกับเขาด้วยเหตุผลได้ ว่าทำไมสิ่งต่างๆ ในความสัมพันธ์ถึงไม่เหมือนเดิม


“สิ่งไหนคือเกณฑ์ตัดสินว่าเราเป็นมนุษย์ที่ขาดคุณสมบัติ”

เรามักจะได้ยินกันมาบ่อยๆ กับคำว่า ‘ขาดคุณสมบัติ’ หรือ ‘ไม่มีคุณสมบัติ’  กับการรับสมัครต่างๆ ตามสถานที่อื่นๆ ในนั้นเราอาจมีคุณสมบัติครบตามที่พวกเขากำหนด แต่พอหันออกไปมองดูโลกภายนอกที่เราต้องเผชิญกับหลายๆ สิ่งๆ หลายๆ อย่างจนเกิดเป็นประสบการณ์ เคยรู้สึกบ้างไหมว่า ในการเป็นมนุษย์บนโลกใบนี้เรายังขาดคุณสมบัติอะไรไปหรือเปล่า แล้วใครคือคนตัดสินเรา? เพราะเป็นคนที่ไม่มีความสุขเหรอ? หรือเพราะเป็นคนที่ไม่ได้เก่ง? จริงๆ แล้วมีเพียงตัวเราที่รู้จักตัวเองดีพอ แม้ใครจะบอกว่ารู้จักเราดีขนาดไหน แต่สุดท้ายตัวเรานี่แหละที่รู้อยู่แก่ใจเสมอว่าตัวเองต้องการอะไรหรือคิดอะไรอยู่ คนอื่นๆ อาจเข้ามาเพียงแค่ตัดสินตัวเราว่าเราขาดหรือไม่มีสิ่งนั้นๆ นั่นเป็นเพียงแค่บรรทัดฐานของคนนอก เพราะมนุษย์บนโลกใบนี้มีหลายรูปแบบ ถูกหล่อหลอมมาจากสังคมที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งความคิด การตัดสินใจของคนเรามักไม่เหมือนกัน และก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะใจดีกับเราแม้เราจะใจดีกับเขา อย่างไรก็ตามคนที่รู้ดีที่สุดว่าเราเคยเจอหรือผ่านอะไรมาบ้าง ก็คือตัวเราเอง


“จากลาเพื่อพบกันใหม่”

คนบางคนเราก็ไม่รู้ว่าเขาจะเข้ามาหรือออกไปจากชีวิตเราเมื่อไหร่ เขาอาจจะบังเอิญเจอเราและตั้งใจออกไป หรือเราเป็นฝ่ายที่ตั้งใจจะออกไปเอง ในส่วนของบูจองและคังแจ ความสัมพันธ์ของพวกเขาก็เหมือนฤดูกาล คังแจอาจจะเป็นฤดูใบไม้ผลิที่บูจองชอบ หรือบูจองอาจจะเป็นฤดูร้อนที่คังแจชอบ แม้ฤดูเหล่านั้นมันจะไม่ได้อยู่กับเราไปตลอดทั้งปี แต่อย่างน้อยในช่วงเวลาสั้นๆ มันก็ทำให้เราพอจะมีความสุขขึ้นมาบ้าง มันคงจะเป็นสิ่งที่เข้ามาทำให้หัวใจเราอบอุ่น เปรียบเสมือนเพื่อนสนิทที่คอยรับฟังทุกเรื่องราวของเราเสมอ และพอก้าวเข้าเดือนใหม่ฤดูกาลนั้นก็ต้องสิ้นสุดลง ส่วนตัวเราทำได้เพียงแค่รอคอยปีหน้าหรือปีต่อๆ ไปเพื่อที่จะได้วนกลับมาเจอกันอีกครั้ง ในเวลาที่เหมาะสมเท่านั้นเอง


“ฮีลใจในแบบฉบับฮอจินโฮ”

อันนี้คนอาจจะไม่คอยสังเกตกันสักเท่าไหร่ แต่เราที่เป็นสลิ่มผู้กำกับฮอจินโฮจะชอบนั่งสังเกตอยู่เสมอ 5555 ไม่ว่าจะการกำกับภาพยนตร์หรือซีรีส์เรื่องไหนก็ตาม มองเผินๆ คนอาจจะคิดว่ามันก็เหมือนซีรีส์รักโรแมนติกทั่วๆ ไป แต่สำหรับเราคิดว่า ไม่ว่าจะผ่านไปกี่สิบปีเขาก็ยังมีสไตล์การกำกับที่ชัดเจนและแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง (แนะนำให้ลองดู  One Fine Spring Day หรือ Christmas in August) ไม่ว่าจะการเล่าเรื่องโดยใช้ความรู้สึกมากกว่าการแสดงออกมาผ่านคำพูด การทำตอนจบแบบปลายเปิด หรือการเปรียบเทียบความสัมพันธ์ของคนสองคนแบบฤดูกาล การเชื่อมความสัมพันธ์โดยใช้อาชีพ การเอาความสูญเสียมาเป็นประสบการณ์ในอดีตเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้เรารักตัวเองมากขึ้นและพร้อมที่จะก้าวต่อไปโดยตัวคนเดียว การกระทำของตัวละครที่อยู่ดีๆ ก็ทำออกไปโดยไม่มีเหตุผล ที่สำคัญคือการทำให้ตัวละครและเนื้อเรื่องดูเรียลที่สุด สามารถเล่าเรื่องผ่านหน้าจอออกมาให้ผู้ชมรู้สึกว่าเรื่องแบบนี้สามารถเกิดขึ้นได้จริงในชีวิตประจำวัน เหมือนต้องการจะสื่อว่าชีวิตเรามันก็เรื่อยๆ แบบนี้แหละ มีผ่านมาก็ต้องมีผ่านไป ไม่มีสิ่งไหนที่อยู่กับเราตลอดกาล ขนาดชีวิตของเราเองยังอยู่ตลอดกาลไม่ได้เลยใช่มั้ยล่ะคะ นั่นแหละค่ะ ความสุขเหล่านั้นเหมือนกัน ขึ้นอยู่กับตัวเราว่ามันจะอยู่แบบระยะสั้นหรือระยะยาว


ทั้งหมดนี้เป็นเพียงการวิเคราะห์ตัวละครและเนื้อเรื่องต่างๆ ในมุมมองความคิดของเราเท่านั้นนะคะ ใครที่อ่านแล้วชอบหรือเกิดสนใจ สามารถรับชมซับไทยอย่างถูกลิขสิทธิ์ได้ทาง iQiyi เลยค่า หนึ่งในซีรีส์ครบรอบ 10 ของ JTBC ที่ได้ทั้งทีมนักแสดง ผู้กำกับ และคนเขียนบทชื่อดังมากฝีมือในวงการบันเทิงของเกาหลีใต้มาร่วมงานกัน แต่แนะนำว่าใครที่ Sensitive ต้องเตรียมทิชชู่ก่อนรับชมด้วยนะคะ ส่วนเราดูแล้วร้องไห้ตามไม่ได้เพราะตาแห้ง ไม่มีน้ำตาให้ไหลแล้วค่ะ 5555 อย่างไรก็ตามสุดท้ายนี้ ขอฝากบทเพลงประกอบซีรีส์ Lost เพราะๆ ให้ทุกคนได้ฟังกัน แอบกระซิบว่าเพราะการที่เราได้ฟังเพลง OST นี่แหละค่ะ ทำให้เราได้เข้าใจมุมมองของตัวละครหลายๆ ตัวมากขึ้นเลย


ใหม่กว่า เก่ากว่า