[รีวิวซีรีส์] Check Out the Event ความรัก ความหวัง และความเจ็บปวดของการเลิกรา


Check Out the Event มินิซีรีส์บอกเล่าถึงเรื่องราวของคู่รักอย่างฮาซงอีและพักโดกยอมที่เพิ่งเลิกรากันไป แต่กลับได้รับรางวัลทริปคู่รักที่พวกเขาเคยใฝ่ฝันว่าจะได้ไปด้วยกัน จะเป็นอย่างไรเมื่อทั้งคู่ตัดสินใจเข้าร่วมทริปและต้องแกล้งทำเป็นว่ายังรักกันดี


Check Out the Event มินิซีรีส์โรแมนติก-คอมเมดี้ ความยาว 4 ตอน จากช่อง MBC ผ่านผลงานการกำกับของ คิมจีฮุน และนี่คือบทละครที่ชนะการประกวดบทละครของช่อง MBC ประจำปี 2020 ที่ถ่ายทอดเรื่องราวที่น่าอึดอัดของคู่รักที่เพิ่งเลิกรากัน แต่กลับต้องมาร่วมทริปคู่รักร่วมกันและยังต้องแสร้งว่าทั้งคู่นั้นยังรักกันดีอยู่ ซึ่งทริปนี้เปรียบได้เหมือนโอกาสสุดท้ายของทั้งคู่ที่ฮาซงอีจะใช้เพื่อทำให้พัคโดกยอมกลับมาคืนดีกัน เธอจะพยายามให้ถึงที่สุด ไม่ลดละความพยายามครั้งนี้แน่ เธอจึงเริ่มไปตามตื้อพัคโดกยอมจนเขายอมเข้าร่วมทริปคู่รักครั้งนี้ นี่ยังเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเรื่องราววุ่น ๆ เมื่อเธอได้เจอกับซอจีคังไกด์หนุ่มของทริปนี้และเขาก็ค่อนข้างสนใจในตัวของฮาซงอี และเมื่อไกด์หนุ่มของเราจับได้ว่าความรักของทั้งคู่นั้นกลับมีรอยร้าวเต็มไปหมด เขาจึงตัดสินใจที่จะเปลี่ยนทริปคู่รักครั้งนี้เป็นทริปบอกเลิก ส่วนเรื่องราวความสัมพันธ์นั้นจะเป็นอย่างไร ฮาซงอีจะทำเสร็จไหมไปต้องไปติดตามและเอาใจช่วยกันใน Check Out the Event สามารถติดตามรับชมแบบถูกลิขสิทธิ์ได้ทาง iQiyi ได้เลย

แวะชมตัวอย่างเรียกน้ำย่อยกันซะหน่อย


ก่อนอื่นมาทำความรู้จักตัวละครหลักกันก่อน

ฮาซงอี (รับบทโดย บังมินอา) หญิงสาวที่มีบุคลิกร่าเริงสดใสดูเป็นมิตร เธอทำงานในสวนพฤกษชาติและเธอเพิ่งจะเลิกลากับแฟนหนุ่มที่คบกันมาหลายปีอย่างกระทันหัน โดยไม่ทราบเหตุผลใด ๆ

สำหรับเธอแล้วทริปนี้คือโอกาสสุดท้ายที่จะทำให้เขากลับมา

พัคโดกยอม (รับบทโดย ควอนฮวาอุน) หนุ่มฟรอนท์แมนวงดนตรีอินดี้ที่บุคลิกภายนอกอาจจะดูเข้าถึงยากและหยิ่ง แต่ลึก ๆ แล้วเป็นคนที่จิตใจดีขี้เล่นและยังมีความโรแมนติกในตัวสูงมาก แต่แล้วเขาก็กลับบอกเลิกกับอดีตแฟนสาวอย่าง าซงอี อย่างกระทันหันและไม่ยอมบอกสาเหตุ

สำหรับเขาแล้วทริปนี้คือโอกาสสุดท้ายที่จะใช้บอกลา

ซอจีคัง (รับบทโดย อันอูยอน) ไกด์ประจำทริปคู่รักในครั้งนี้ ที่มีหน้าที่ต้องพาคู่รักทั้งสามคู่ไปเที่ยวและทำกิจกรรมต่าง ๆ แต่แล้วเขากลับตกหลุมรัก าซงอี ตั้งแต่ครั้งแรกที่พบ

สำหรับเขาแล้วทริปนี้คือโอกาสที่จะได้พบเจอความรักครั้งใหม่

ซงจงโฮ (อีจินฮยอก) และ โนฮโยจอง (นัมกยูฮี)
คู่รักหนุ่มสาวที่เป็นวล็อกเกอร์ เป็นอีกคู่ที่เข้าร่วมทริปครั้งนี้

คังแจนัม (คิมฮีชาง) และ ฮยอนกยองมี (คิมยองซอน)
คู่รักสามีภรรยาที่แต่งงานและใช้ชีวิตคู่ร่วมกันมายาวนาน

หลังจากทำความรู้จักกับตัวละครหลัก ๆ แล้ว ก็จะเข้าสู่เนื้อหาของเรื่องแล้วนะครับ

*** เนื้อหาที่จะได้อ่านต่อจากนี้จะมีการสปอยล์เนื้อหาของซีรีส์นะครับ ***



ด้วยความที่เป็นมินิซีรีส์ความยาวเพียงแค่ 4 ตอนจึงค่อนข้างเดินเรื่องกระชับและตรงประเด็น พยามเคลียปมต่าง ๆ ภายในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งก็สามารถทำออกมาได้ดี แม้จะค่อนข้างเดาออกง่าย เพราะดูจากท่าทีที่ทั้งสองคนยังคงรักกันอยู่ การกลับมาคบกันนั้นไม่ใช่ประเด็นหลักเท่าวิธีการที่จะทำให้กลับมา เพราะแก้วเต็มไปด้วยรอยร้าวนั้น ถึงมันจะยังไม่แตกและอาจจะยังใช้งานได้ แต่มันก็อาจจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกไม่ได้เลย ในช่วงเริ่มต้นของเรื่องก็จะพาเรามาพบกับจุดแตกหักของความสัมพันธ์ระหว่าง
ฮาซงอี และ พัคโดกยอม โดยที่ฝ่ายของพัคโดกยอมนั้นตัดสินใจยุติความสัมพันธ์ของทั้งคู่ลงโดยไม่ได้บอกเหตุผลให้ฮาซงอีได้รับรู้แน่นอนว่านางเอกของเราก็ตกอยู่ในภาวะอกหักและดำดิ่งไปกลับความรู้สึกนั้น


ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหนกับความสัมพันธ์ครั้งนี้ ผลลัพธ์มันก็เหมือนเดิมความโชคร้ายครั้งนี้ ฉันคงต้องยอมรับมันไว้

นี่คือสิ่งที่บ่งบอกความรู้สึกของฮาซงอีได้เป็นอย่างดีเพราะไม่ว่าเธอจะพยายามแค่ไหนที่จะยื้อความสัมพันธ์ครั้งนี้ไว้ แต่พัคโดกยอมก็เอาแต่ผลักเธอออก และไม่ยอมบอกเหตุผลที่แท้จริงให้เธอได้รู้ เธอจึงรู้สึกราวกับว่านี่เป็นแค่โชคร้ายที่เกิดขึ้น และสิ่งเดียวที่เธอทำได้คือต้องยอมรับความโชคร้ายครั้งนี้ไว้อย่างเดียว


" ความหวังสุดท้ายของฮาซงอี "

ตลอดเวลาเราะจะเห็นว่าฮาซงอีพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อทำให้ทุกอย่างกลับมาเป็นเหมือนเดิม ยอมที่จะเป็นคนเจ็บ ยอมทำทุกอย่างเพื่อถ่วงเวลาให้มันผ่านไปอย่างช้าที่สุด ยอมโดนทำร้ายจิตใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะว่านี่เป็นความหวังเล็ก ๆ เพียงหนึ่งเดียวของเธอ เวลาที่คนเราตกอยู่ในสภาพที่เรียกได้ว่า "เข้าตาจน" เรามักจะไม่สนเหตุผล แต่ตัดสินใจด้วยสัญชาตญาณเพื่อพาให้ตัวเองผ่านพ้นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าไปให้ได้ ไม่ว่าจะต้องทำสิ่งที่บ้าบอ หรือปราศจากเหตุผล เช่นเดียวกับสิ่งที่ฮาซงอีเป็น เธอพยายามจะทำทุกอย่าง โดยไม่ได้สนใจเลยว่าพัคโดกยอมจะทำอะไรกับเธอ ตอบสนองเธออย่างไร เพราะเธอขอแค่โอกาสที่ได้ทำ เผื่อให้เธอได้หลุดจากสถานการณ์ที่เป็นอยู่และเข้าใจเหตุผลที่แท้จริง ไม่ว่าเหตุผลนั้นจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม เธอก็จะพยายามปกป้องความรักครั้งนี้ไว้


" ทำไมถึงเลิกกัน...เป็นเพราะอะไรกันใจที่อยากเลิก ถึงมาบดบังใจที่อยากรักษาใครซักคนไว้ "

นี่คือคำถามที่ซีรีส์เรื่องนี้ได้ตั้งเอาไว้และให้เราหาคำตอบไปพร้อม ๆ กับตัวของฮาซงอี แต่ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นเรื่องใครทำอะไรผิดร้ายแรง คบซ้อน หรือปัญหาความรุนแรง แต่คำตอบของประเด็นนี้กลับเป็นประเด็นที่ง่ายมาก ๆ แต่หลายคนกลับมองข้ามไปนั่นคือเรื่องของการคิดไปเองหลังจากที่ตัวของพัคโดกยอมต้องประสบปัญหาส่วนตัว แต่กลับเก็บปัญหานั้นไว้กับตัวเอง ไม่ยอมแชร์เรื่องราวที่เกิดขึ้นให้กับคนอื่นได้รู้ จนเกิดเป็นความคิดประมาณว่าอยากปล่อยคนที่เรารักไปเพื่อเจอสิ่งที่ดีกว่า แต่อย่างไรก็ตามในเมื่อความรักเป็นเรื่องของคนสองคน การที่จะมีหนึ่งคนในความสัมพันธ์คิดเองเออเองตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ในความสัมพันธ์คนเดียว ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่ยุติธรรมกับอีกฝ่าย เพราะอีกฝ่ายนั้นก็ไม่ได้ทำอะไรผิดไม่ได้รับรู้ปัญหาที่เกิดขึ้น แต่กลับต้องมาโชคร้ายและรับผลที่เกิดขึ้นจากความรู้สึกที่ไม่มั่นคงอยู่ในใจของอีกฝ่าย


" ถ้านายไม่พูด ก็มีหลายเรื่องที่ฉันรู้เองไม่ได้นะ "

นี่คือประโยคที่เราชอบที่สุดของซีรีส์เรื่องนี้ เพราะว่าเป็นคำพูดที่แสดงให้เห็นถึงอารมณ์และความสัมพันธ์ที่หวานอมขมกลืนของทั้งคู่และยังเตือนให้เราได้รู้ว่าจริง ๆ แล้วความจริงใจนั้นก็สำคัญไม่แพ้กับความรักในเรื่องของความสัมพันธ์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นผ่านการที่พัคโดกยอมละเลยโอกาสที่จะทำให้ฮาซงอีได้เข้าใจในเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นแต่เขากลับเก็บปัญหาเหล่านั้นไว้และไม่ยอมพูดออกไป ซึ่งเป็นต้นเหตุให้ความรักของทั้งคู่ต้องปิดฉากลงในที่สุด


" การรักษาความรักก็เหมือนกับการดูแลต้นไม้ "

ในช่วงท้ายของเรื่องสุดท้ายแล้วฮาซงอีก็ต้องยอมปล่อยมือพัคโดกยอมไป ตลอดเวลาที่ผ่านมาเธอเอาแต่โทษตัวเองที่ดูแลความสัมพันธ์นี้ได้ไม่ดี เลยพยายามจะทำทุกอย่างเพื่อให้ความสัมพันธ์ที่กำลังจะตายกลับมาผลิบานอีกครั้ง เปรียบเหมือนกับการที่เธอพยายามรดน้ำพรวนดินเอาใจใส่ต้นไม้ในสวนพฤกษศาสตร์ ในฤดูใบไม้ร่วง ต่อให้พยายามแค่ไหนเธอก็ไม่สามารถฝืนธรรมชาติได้ การรดน้ำพรวนดินนั้นหากมากเกินไปก็อาจจะเป็นผลเสียต่อต้นไม้มากกว่าเป็นผลดี เช่นเดียวกับความรักที่ต้องการการดูแลเอาใจใส่ แต่อย่างไรก็ตามต้องไม่มากเกินไปและไม่น้อยเกิน เมื่อถึงเวลาที่ความรักนั้นมาถึงทางตัน สิ่งเดียวที่ฮาซงอีทำได้นั้นคือ การเฝ้ารอโดยไม่ต้องทำอะไรเลย เป็นการเฝ้ารอเพื่อให้มันค่อยเป็นค่อยไป และเธอจะไม่มีวันเลิกรอเด็ดขาดเธอจะรอจนกว่าจะได้เจอโอกาสนั้นในเวลาที่เหมาะสมอีกครั้ง และยังคงหวังว่าความรู้สึกของเขาและเธอที่ได้เจอกันในตอนนั้นจะยังไม่เปลี่ยนแปลงไป

หลังจากที่เราเลิกกันฉันถึงรู้ว่าฉันเป็นคนที่ถูกรัก - ฮาซงอี

หลังจากที่เราเลิกกันผมถึงรู้จักวิธีที่จะรักใครซักคน - พัคโดกยอม


" ต้องใช้เวลานานแค่ไหน กว่าที่มิตรภาพจะเปลี่ยนเป็นความรัก "

นี่คือสิ่งที่ซอจีคังต้องพบเจอ แม้ว่าเขาจะพยายามซักแค่ไหนแต่ก็ไม่สามารถก้าวข้ามเส้นที่ฮาซงอีขีดไว้ไปได้ เพราะเขาเริ่มความสัมพันธ์กับฮาซงอีด้วยมิตรภาพและความอ่อนโยน แต่สำหรับฮาซงอีแล้วเธอไม่เคยจะเปลี่ยนมิตรภาพให้เป็นคนรักมาก่อนเลย เพราะสำหรับเธอแล้วเธอเชื่อในรักแรกพบทำให้สำหรับเธอแล้วสิ่งสำคัญที่สุดของความรักคือคนที่เธอชอบ มากกว่าคนที่มาชอบเธอ แม้ว่าซอจีคังจะพยายามเท่าไหร่แต่เขาก็ไม่เคยได้รับความรักตอบแทนกลับมาเลยแต่เขาและเธอก็ยังมีมิตรภาพที่ดีต่อกันเสมอ


"คุณไม่ใช่ความสิ้นหวังแต่คือความหวังของผมตลอดมาและถ้าผมเป็นแบบนั้นสำหรับคุณเหมือนกันก็คงดี"

สำหรับคู่ของคังแจนัมและฮยอนกยองมีนั้นก็มีรอยร้าวในความสัมพันธ์และเป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหญ่เพราะเป็นเรื่องการสูญเสียลูกไป สำหรับทริปนี้แล้วคังแจนัมพยายามที่ต้องการเริ่มใหม่กับภรรยาอีกครั้งเพราะการสูญเสียลูกสาวที่เป็นเหมือนดวงใจนั้น สำหรับคนที่เป็นแม่นั่นก็เป็นสิ่งที่เจ็บปวดอย่างมากและเธอยังคงฝังใจกับเหตุการณ์นั้นมาตลอด สำหรับเธอแล้วการที่สามีของเธอพยายามโอบกอดและดูแลมาตลอด ทำให้เธอลังเลที่จะจบความสัมพันธ์สำหรับเธอแล้วการที่ถูกดูแลเอาใจใส่มาตลอดนั้นเป็นสิ่งที่เจ็บปวดราวกับเป็นเม่นที่กอดกันเพื่อเอาชนะความหนาวแต่ขณะเดียวก็ต้องทนรับความเจ็บปวด จนในที่สุดก็ต้องมองหาระยะห่างที่เหมาะสมระหว่างกัน แต่สำหรับคังแจนัมนั้นการสูญเสียลูกไปสิ่งเดียวที่เขายังเหลืออยู่ก็คือฮยอนกยองมีและเธอยังคงแบบนั้นมาตลอด สุดท้ายเมื่อทั้งคู่ตัดสินใจหย่ากันและหาระยะห่างที่เหมาะสมเจอและกลับมาพบกันในเวลาที่เหมาะสมโดยที่ความรู้สึกข้างในยังคงไม่เปลี่ยนแปลงไปก็เป็นการเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง


อีกสิ่งหนึ่งที่ Check Out the Event ทำออกมาได้ดีมาก ๆ เลยคือการถ่ายทอดความรู้สึกของตัวละครผ่านบรรยากาศและโทนสีของหนัง รวมถึงการแสดงของนักแสดงที่เน้นการแสดงออกผ่านสีหน้าและแววตาผ่านเทคนิคการโคลสอัพ

แม้ว่านี่อาจจะไม่ใช่ซีรีส์ที่สนุกถึงขั้นที่เรียกได้ว่าห้ามพลาด แต่ถ้าหากกำลังมองหาซีรีส์สั้น ๆ ซักหนึ่งเรื่องที่มีครบรสทั้งมุมน่ารัก ปนดราม่า และยังให้มุมมองความรักดี ๆ ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ Check Out the Event เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่น่าสนใจ

สุดท้ายแล้วเราก็ใช้ชีวิตกันแบบนี้แหละ ได้รับความรักและมอบความรักไปพร้อม ๆ กัน หวังแล้วหวังอีกว่าความจริงใจของคนที่อยู่ตรงหน้าจะยังคงไม่เปลี่ยนแปลงไป


ทั้งหมดข้างต้นเป็นเพียงการตีความมุมมองความรักและเรื่องราวของตัวละครต่าง ๆ ผ่านมุมมองความคิดของเราเพียงเท่านั้น หากสนใจอยากติดตามเรื่องราวความรัก ความหวังและแง่คิดต่าง ๆ มากขึ้น ทั้งสุขทั้งเศร้าและโอบกอดผู้ชมไว้ก็สามารถรับชมแบบถูกลิขสิทธิ์ได้ทาง iQiyi คลิกลิ้งค์ด้านล่างได้เลยหวังว่า Check Out the Event จะช่วยปลอบประโลมผู้คนที่เหนื่อยล้ามาจากวันแย่ ๆ ได้ไม่มากก็น้อยนะครับ 🥰




ถ้ายังอินไม่พอมาพบกับเพลงประกอบกันก่อน


JASON & SOHEE (ELRIS) – LOVE X LIE (CHECK OUT THE EVENT OST PART 1)
" เธอคือผู้ชายคนแรกที่ฉันรักและเป็นคนสุดท้ายที่ฉันรักและหวังว่าจะเป็นอย่างนี้ตลอดไป "


KLANG – IF (CHECK OUT THE EVENT OST PART 2)
" ถ้าเธอยังรักกันช่วยบอกฉันที ช่วยอยู่เคียงข้างกันและกอดฉันเอาไว้ในอ้อมแขนของเธอ เพราะฉันยังคงรอเธอเสมอ "


SAHOON – AS IF NOTHING HAPPENED (CHECK OUT THE EVENT OST PART 3)
" ถ้าเรามาที่นี่โดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น พวกเราคงมีความสุขมากกว่านี้ "


JEON JENNY – WE ARE DONE (CHECK OUT THE EVENT OST PART 4)
" เราทำดีที่สุดแล้วนะ เราตั้งใจรักกันอย่างดีที่สุดแล้ว และเราก็ตั้งใจเลิกกันอย่างดี 💔 "


KWON HWA WOON – PROMISE (서약) (CHECK OUT THE EVENT OST PART 5)
" ช่วงเวลาที่มีคุณคือช่วงเวลาที่แสนล้ำค่า สัญญาว่าจะไม่ลืมช่วงเวลาอันมีค่าเหล่านั้นตลอดไป "
ใหม่กว่า เก่ากว่า